ติวการกุศล

posted on 21 May 2009 19:41 by miraclesocial

สวัสดีครับ น้องๆ ทุกคน

พี่ชื่อ สุจินดา คล้ายขำ (พี่ต้อม) นะครับ

นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะสังคมศาสตร์ เอกสังคมศึกษา กศ.บ.5ปี

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ครับ

อดีต พี่คือ รองประธานนักเรียนโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย

ประธานคลินิกคุณธรรม

วันนี้พี่มีข่าวและกิจกรรม อยากจะประชาสัมพันธน้องๆ นะครับ

กิจกรรมพี่สอนน้อง...

โดยพี่ จะเปิดสอน *ฟรี* น้องเสียค่าใช้จ่ายแค่ค่าเอกสารเท่านั้น

วิชาสังคมศึกษา ระดับ ม.6 สังคม O-NET

เริ่มเรียนที่ เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนา หน้าที่พลเมือง และภูมิศาสตร์

เรียน วันพุธ ตั้งแต่เวลา 16.00 ถึง 18.00 ครับ ที่ห้อง 314 รร.ฤทธิยะวรรณาลัย

วิชาสังคมศึกษา ระดับ ม.5 เทอม 1

เรียนเรื่อง ภูมิศาสตร์ ทุกบท ติวก่อนสอบ

เรียนวันพฤหัส ตั้งแต่เวลา 15.00 ถึง 17.00 ครับ ที่ห้อง 314 รร.ฤทธิยะวรรณาลัย

 

น้องบางคน ถามพี่ว่า ไม่มีเวลามาเรียน หรือไม่ว่างจริงๆ

ก็สามารถมาติว ก่อนสอบได้ครับ พี่จะมีการติวการกุศล

โดยรายได้ทั้งหมด หลังหักค่าใช้จ่ายบางส่วนแล้ว

พี่จะนำไป บริจาคในโครงการสานฝัน ปันรักแม่ โดยสภาผู้แทนนักเรียน

นอกจากน้องๆ จะได้ความรู้แล้ว ยังได้ทำบุญ ด้วยนะครับ

* มาร่วมกันพัฒนาความรู้ คู่กับความมีคุณธรรม ด้วยกันนะครับ *

พี่ต้อม...

ติดต่อที่ tomnarak_jung@hotmail.com

หรือ 086-882-1287

 

ปล. งานนี้รับเฉพาะเด็กฤทธิยะ และ รร.ใกล้เคียงนะครับ

น้องๆ รร. ไกลๆ ติดต่อกับพี่ได้ ถ้าอยากได้เอกสารไปอ่าน

หรือจะนัดพี่ไปติว วันเสาร์ - อาทิตย์ ครับ

* ฟรี*

 

 

 

 

 

 

พุทธประวัติ

posted on 02 May 2009 12:48 by miraclesocial

ประสูติ

 

             - พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ" เป็พระราชโอรสของพระเจ้า สุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศเนปาล พระราชมารดาทรงพระนามว่า "พระนางสิริมหามายา" ซึ่งเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ

  - เจ้าชายสิทธัตถะประสูติเมื่อ 80 ปีก่อนพุทธศักราช ที่สวนลุมพินีวัน ณ ใต้ต้นสาละนั้น ซึ่งอยู่ระหว่างพรมแดนกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ(ปัจจุบันคือ ต.รุมมินเด ประเทศเนปาล) ได้มีพราหมณ์ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ ถ้าดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวชและจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
 

- ทันทีที่ประสูติ ทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว มีดอกบัวผุดรองรับ ทรงเปล่งพระวาจาว่า "เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา"

 

- หลังประสูติได้ 7 วัน พระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์ จึงทรงอยู่ในความดูแลของพระนางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา

   - ศึกษาเล่าเรียนจนจบระดับสูงของการศึกษาทางโลกในสมัยนั้น ค์อ ศิลปศาสตร์ถึง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร
  - พระบิดาไม่ประสงค์จะให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอก จึงพยายามให้สิทธัตถะพบแต่ความสุขทางโลก เช่น สร้างปราสาท 3 ฤดู และเมื่ออายุ 16 ปี ได้ให้เจ้าชายสิทธัตถะอภิเษกกับนางพิมพาหรือยโสธรา ผู้เป็นพระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา
  - เมื่อมีพระชนมายุ 29 ปี พระนางพิมพาก็ให้ประสูติ ราหุล (บ่วง)

ตรัสรู้

 - พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้   เวลารุ่งอรุณ  ในวันเพ็ญเดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ) ปีระกา  ก่อนพุทธศักราช  ๔๕    ปี 
นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา  ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร)ด้วยอาการอันสงบ  นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส  แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา  ทรงวางถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานชำระล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตร์
อันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า “ ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำเถิด “  แล้วทรงปล่อยถาดทองคำลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำลอยตัดกระแสน้ำไปจนถึงกลางแม่น้ำเนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่

ประทับ คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะได้ถวายหญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า  “ แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง  เอ็น  กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด “  เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว  พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่  มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง  อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน  ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว  ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ( ญาณเป็นเหตุระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้ )ในปฐมยามแห่งราตรี      ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่อจูตุปาตญาณ ( ญาณกำหนดรู้การตาย  การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ) ในมัชฌิมยามแห่งราตรี       ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่ออาสวักขยญาณ (  ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย) คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า  นี้ทุกข์  นี้ทุกขสมุทัย  นี้ทุกขนิโรธ   นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา     นี้อาสวะ    นี้อาสวสมุทัย  นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา   เมื่อทรงรู้เห็นอย่างนี้  จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกามสวะ  ภวาสวะ  และอวิชชาสวะ   เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว  ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว  ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป  นั่นคือพระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่  ๓ คือ  อาสวักขยญาณ  ในปัจฉิมยาม  แห่งราตรีนั้นเอง   ซึ่งก็คือการตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ  เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   จากการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาอย่างยิ่งยวด   พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖  ปีระกา  ขณะพระชนมายุได้  ๓๕  พรรษา  นับแต่วันที่สด็จออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา ๖ ปี
   พระธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ๔  ( ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  )

ปรินิพพาน

 - พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระชนมายุ ๘๐  พรรษา   พระองค์เสด็จจำพรรษาสุดท้ายณ เมืองเวสาลี  ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนักด้วย     พระองค์ได้ทรงพระดำเนินจากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองนั้น    พระพุทธองค์ได้หันกลับไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลีซึ่งเคยเป็นที่ประทับ  นับเป็นการทอดทัศนาเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย   แล้วเสด็จต่อไปยังเมืองปาวา  เสวยพระกระยาหารเป็นครั้งสุดท้ายที่บ้านนายจุนทะ บุตรนายช่างทอง  พระพุทธองค์ทรงพระประชวรหนักอย่างยิ่ง  ทรงข่มอาพาธประคองพระองค์เสด็จถึงสาลวโนทยาน (ป่าสาละ)ของเจ้ามัลละเมืองกุสินารา  ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก  นับเป็นสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้    ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และปุถุชน 

พระราชา ชาวเมืองกุสินารา และจากแคว้นต่างๆรวมทั้งเทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุ  พระพุทธองค์ได้มีพระดำรัสครั้งสำคัญว่า  “ โย โว   อานนท   ธมม  จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต  โส  โว  มมจจเยน  สตถา ”  อันแปลว่า  “ ดูก่อนอานนท์  ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว  บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย  ธรรมวินัยนั้น  จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว “
                และพระพุทธองค์ได้แสดงปัจฉิมโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้าย ที่เราจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย  สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา . ท่านทั้งหลายจงทำความรอดพ้นให้บริบูรณ์ถึงที่สุด ด้วยความไม่ประมาทเถิด “

"ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว"จ๊ะ

 

 

 
   
   
   
   
   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สงครามโลก#1

posted on 23 Apr 2009 22:04 by miraclesocial

                             

                            สงครามโลกครั้งที่ 1

 

 

สาเหตุของสงคราม

           

           1. ลัทธิชาตินิยม                   

                        - ฝรั่งเศสแพ้สงครามต่อเยอรมนี ทำให้ฝรั่งเศสเสียแคว้นอัลซา ลอเรน

                           ให้เยอรมนี นับว่า เป็นการ สิ้นสุดระบบจักรวรรดิฝรั่งเศส

                         - แต่ละชาติ เสริมความเข้มแข็ง เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ของชาติตน

 

             2. การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคม

                        - เป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม หลายประเทศต้องแสวงหา   

                          อาณานิคม เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบและแหล่งระบายสินค้า                       

                        - แข่งขันกันสร้างความยิ่งใหญ่ โดยการหาอาณานิคม มาครอบครอง

                          ให้มากที่สุด                       

                       - การใช้นโยบายการค้าเสรี ทำให้ประเทศต่างๆต้องกีดกันสินค้าจาก

                         ประเทศอื่นๆ  ดยการตั้งกำแพงภาษี เพื่อกีดกันคู่แข่ง 

           

              3. มหาอำนาจแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย                      

                       - เกิดการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสนธิสัญญาพันธไมตรีไตรภาคี และ

                         กลุ่มประเทศความตกลงไตรภาคี                       

                       - ทั้งสองกลุ่มต่างโน้มน้าวให้ประเทศเล็กอื่นๆ เข้ากับ

                         ของพวกตน                       

                        - ไม่มีองค์การระหว่างประเทศที่เข้ามาแก้ไขข้อพิพาท หรือความขัดแย้ง

                           ที่เกิดขึ้น

                        - มีการแข่งขันกันสะสมอาวุธ

 

             4. ความไม่มั่นคงทางการเมืองในคาบสมุทรบอลข่าน                       

                         - ความหลากหลายของเชื้อชาติ เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อรวมกันตั้ง

                           ประเทศใหม่                       

                         - เกิดการแย่งชิงดินแดน ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และทะเลดำ

         

ชนวนของสงคราม           

                  1. การลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทและชายาของ   ออสเตรีย ฮังการี

                    ถูกลอบปลงพระชนม์ที่เมือง ซาราเยโว    เมืองหลวงของแคว้นบอสเนีย

                  2. การเข้าร่วมสงคราม ทำให้สถานการณ์ยิ่งขยายออกไป           

                          - รัสเซียหนุนเซอร์เบีย ทำให้อังกฤษและฝรั่งเศส ต้อง

                            ช่วยเหลือรัสเซีย           

                          - สหรัฐอเมริกา เข้าช่วยอังกฤษและฝรั่งเศส เพราะเรือดำน้ำของอเมริกา

                            ถูกเยอรมนีโจมตี  

              - เยอรมนีเข้าช่วยออสเตรีย ฮังการี

 

 ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 

 

  

  ด้านสังคม

ยุทธการที่แวร์ดิงและยุทธการที่ซอม ทำให้ทหารตาย

เป็นจำนวนมากสภาพสังคมวุ่นวาย ผู้คนอดอยาก

โดยเฉพาะในยุโรปซึ่งเป็นสมรภูมิรบ

 

 

 

ด้านการเมือง

- เกิดความเปลี่ยนแปลงทางทางด้านมหาอำนาจ    ในยุโรป ยุโรปบอบช้ำมากส่งผลให้อเมริกา    เริ่มกลายเป็นมหาอำนาจโลกแทนยุโรป

- ฝ่ายที่แพ้สงคราม ถูกให้ทำสนธิสัญญา ทำให้เสียประโยชน์ทางการค้า

 

ด้านเศรษฐกิจ

- ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก  

   บ้านเรือนเสียหาย

- ฝ่ายแพ้ต้องเสียค่าปฏิกรรมสงคราม

edit @ 23 Apr 2009 22:55:12 by tomnarak